ฐานธรณีภาค

” ธรณีวิทยา ”  หรือ  ” Geology  ”  คือ การศึกษาว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เกิดขึ้นอย่างไร และประกอบด้วย  หินอะไรบ้าง กุญแจไขประวัติศาสตร์ของโลกซ่อนอยู่ในหินทั้งหลายนั้นเอง
นัก ธรณีวิทยาจะสำรวจพื้นที่และขุดลงไปยังหินในเปลือกโลก อายุกับธรรมชาติของหินและฟอสซิลจะช่วยให้นักธรณีวิทยาเข้าใจกระบวนการของโลก ได้ นักธรณีวิทยายังช่วยในการค้นหาแหล่งถ่านหิน น้ำมัน และแร่ที่มีประโยชน์อื่นๆ นอกจากพวกเขาจะศึกษาพื้นที่ก่อนทำการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น เขื่อน เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นดินสามารถรองรับน้ำหนักมหาศาลได้
โครงสร้างโลก
โลก เป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว  นักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าระบบสุริยะเกิดจากการหมุนวนของฝุ่นและ แก๊สในอวกาศ (เนบิวลา)  แรงโน้มถ่วงระหว่างมวลทำให้ฝุ่นและแก๊ส ในอวกาศเกิดการยุบตัวและรวมกับจนใน ที่สุดกลายเป็นระบบสุริยะซึ่งประกอบด้วยดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่างๆ  นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามศึกษาหาข้อมูลทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้รู้ถึงส่วนประกอบและลักษณะต่างๆ  ภายในเปลือกโลก เช่น ศึกษาเรื่องอุกาบาตซึ่งเป็นชิ้นส่วนจากอวกาศตกผ่านชั้นบรรยากาศ ลงมาสู่ผิวโลก   ศึกษาเรื่องการระเบิดของ ภูเขาไฟที่พ่นชิ้นส่วนและวัตถุจากภายในโลกออกมาสู่พื้นผิวโลก  ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีส่วนประกอบของโลกเมื่อเริ่มเกิด
จากข้อมูลและหลักฐานดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์แบ่งโครงสร้างทางธรณีของโลกตามสมบัติทางเคมีออกเป็น 3 ชั้นใหญ่ ๆได้แก่ชั้นเปลือกโลกซึ่งประกอบด้วยพื้นทวีปและพื้นมหาสมุทร   ชั้นเนื้อโลก  และชั้นแก่นโลก
                  ชั้นเปลือกโลกและชั้นเนื้อโลกส่วนบนรวมกันเรียกว่า ชั้นธรณีภาค (lithosphere) ส่วนเนื้อโลกถัดลงไปเป็นเนื้อโลกส่วนล่างเรียกว่า ชั้นฐานธรณีภาค (asthenosphere) ซึ่งมีสภาพยืดหยุ่นคล้ายพลาสติก  รายละเอียดดังนี้
หนังสือเรียน โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ช่วงชั้นที่ 4
geol01
1. ชั้นเปลือกโลก (Crust)
 เป็น เสมือนผิวด้านนอกที่ปกคลุมโลก  แบ่งออกได้เป็น 2 บริเวณ  คือเปลือกโลกภาคพื้นทวีป  หมายถึง ส่วนที่เป็นแผ่นดินทั้งหมด ประกอบด้วยธาตุซิลิคอน (Si) และอะลูมิเนียม (Al) เป็นส่วนใหญ่  และเปลือกโลกใต้มหาสมุทร  หมายถึงเปลือกโลกส่วนที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำ  ประกอบด้วยธาตุซิลิคอน (Si) และแมกนีเซียม (Mg) เป็นส่วนใหญ่  มีความลึกตั้งแต่ 5 กิโลเมตร  ในส่วนที่อยู่ใต้มหาสมุทรไปจนถึง 70 กิโลเมตร ในบริเวณที่อยู่ใต้เทือกเขาสูงใหญ่
2. ชั้นเนื้อโลก (Mantle)
  เป็น ชั้นที่อยู่ถัดลงไปจากชั้นเปลือกโลก  ส่วนมากเป็นของแข็ง  มีความลึกประมาณ 2,900 กิโลเมตร นับจากฐานล่างสุดของเปลือกโลกจนถึงตอนบนของแก่นโลก  ชั้นเนื้อโลกส่วนบนเป็นหินที่เย็นตัวแล้วและบางส่วนมีรอยแตกเนื่องจากความ เปราะ  ชั้นเนื้อโลกส่วน   กับชั้นเปลือกโลก รวมตัวกันเรียกว่า  “ธรณีภาค” (Lithosphere) ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษากรีก แปลว่าชั้นหิน ชั้นธรณีภาคมีความหนาประมาณ 100 กิโลเมตรนับจากผิวโลกลงไปชั้นเนื้อโลกถัดลงไปที่ความลึก 100 – 350  กิโลเมตร  เรียกว่าชั้นฐานธรณีภาค (Asthenosphere) เป็นชั้นของหินหลอมละลายร้อนหรือ หินหนืดที่เรียกว่า แมกมาซึ่งหมุนวนอยู่ภายในโลกอย่างช้า ๆ  ชั้นเนื้อโลกที่อยู่ถัดลงไปอีกเป็นชั้นล่างสุดอยู่ที่ความลึกตั้งแต่ 350 – 2,900 กิโลเมตร  เป็นชั้นที่เป็นของแข็งร้อนแต่แน่นและหนืดกว่า  ตอนบนมีอุณหภูมิสูง ตั้งแต่ประมาณ 2,250 – 4,500 C ชั้นเนื้อโลกตอนบนมีอุณหภูมิและความกดดันน้อยกว่าแก่นโลกชั้นบน และเป็นส่วนหนึ่งของชั้นธรณีภาคมีสภาพเป็นพลาสติก
  earth_interior
3. ชั้นแก่นโลก (Core)
  อยู่ในระดับความลึกจากผิวโลกประมาณ  2,900 กิโลเมตร ลงไป  แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ แก่นโลกชั้นนอกมีความหนาตั้งแต่ 2,900 – 5,100 กิโลเมตร  เชื่อกันว่าชั้นนี้ประกอบด้วยสารเหลวของโลหะเหล็กและนิเกิลเป็นส่วนใหญ่และ มีความร้อนสูงมาก  ต่อเนื่องจากแก่นโลกชั้นนอกลงไปเป็นแก่นโลกชั้นนอกแต่อยู่ในสภาพของแข็ง เนื่องจาก มีความดันและอุณหภูมิสูงมาก อาจสูงถึง 6,000 C  แก่นโลกชั้นบนเป็นของเหลวหนืดที่เคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียว ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นส่วนที่ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กโลก
              นักธรณีวิทยาศึกษาโครงสร้างชั้นต่างๆ ทางธรณีของโลกโดยใช้วิธีการศึกษาทางอ้อม ได้แก่ วิธีทางธรณี-ฟิสิกส์ ซึ่งอาศัยคลื่นไหวสะเทือน (seismic waves) ที่สร้างขึ้น หรือคลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหว (earthquakes) ที่เกิดตามธรรมชาติตลอดจนวิธีศึกษาหาความรู้จากปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟปะทุ อุกกาบาต (meteorites)
             คลื่น ไหวสะเทือนสามารถบอกสถานะทางธรณีของโลกได้ โดยใช้สมบัติของคลื่นปฐมภูมิที่สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางทุกสถานะ ดังนั้นจึงเคลื่อนที่ผ่านแก่นโลกชั้นนอกไปยังอีกซีกโลกได้ ส่วนคลื่นทุติยภูมิไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นของเหลวได้
               นัก วิทยาศาสตร์ได้ตั้งสมมุติฐานว่าสนามแม่เหล็กโลกเกิดขึ้น เนื่องจากการเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันของสารละลายเหลวหนักที่มีธาตุ เหล็กและนิกเกิลอยู่ในแก่นโลกชั้นนอก หากสารประกอบที่อยู่ภายในแก่นโลกชั้นนอกหยุดไหลหมุนวน จะทำให้โลกไร้สนามแม่เหล็กโลกห่อหุ้ม ซึ่งทำให้ได้รับอันตรายจากลมพายุสุริยะและรังสีต่างๆได้ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกจะสูญเสียการทรงตัว ไม่อาจกำหนดทิศต่างๆ ได้ จะเกิดฟ้าผ่า ฟ้าแลบบ่อยครั้ง
                  โครงสร้างภายในของโลกแบ่งตามองค์ประกอบทางกายภาพแบ่งได้ 5 ชั้น ได้แก่ ชั้นธรณีภาค (lithosphere) ชั้นฐานธรณีภาค (asthenosphere) ชั้นมัชฌิมภาค (mesosphere) แก่นโลกชั้นนอก (outer core) และแก่นโลกชั้นใน (inner core)

โลก ดาวอังคาร ดาวศุกร์ ดาวพุธ ต่างก็มีแกนกลางที่เป็นเหล็กเช่นกัน แต่มีสนามแม่เหล็กเกิดขึ้นเฉพาะโลกกับดาวพุธเท่านั้น เพราะโลกกับดาวพุธมีแก่นส่วนนอกที่เป็นเหล็กเหลว ซึ่งการไหลหมุนวนของเหล็กเหลวนี้เองที่ทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก

earth_components

 

http://www.thaigoodview.com/

 

 

 

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s